ลก ลูกา, บทที่ ลูกา, บทที่ 13
กลับใจใหม่หรือไม่ก็พินาศ
ตอนนั้นมีบางคนเล่าให้พระเยซูฟังเรื่องชาวกาลิลีซึ่งปีลาตทำให้เลือดของพวกเขาคละปนกับเครื่องบูชา พระเยซูตอบว่า “ท่านคิดว่าชาวกาลิลีเหล่านี้เป็นคนบาปยิ่งกว่าชาวกาลิลีอื่นๆ ทั้งหมด เพราะเขาทนทุกข์ด้วยวิธีนี้หรือ เราบอกท่านว่า ไม่ใช่ แต่ถ้าพวกท่านไม่กลับใจใหม่ก็จะพินาศด้วย หรืออย่างคนสิบแปดคนที่ถูกหอสังเกตการณ์สิโลอัมพังลงมาทับตาย คิดว่าเขาทำผิดกว่าคนอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในเยรูซาเล็มหรือ เราบอกท่านว่า ไม่ใช่ ถ้าท่านไม่กลับใจใหม่ก็จะพินาศด้วย”
จากนั้นพระองค์เล่าเรื่องอุปมาดังนี้ “ชายคนหนึ่งปลูกมะเดื่อต้นหนึ่งไว้ในไร่องุ่น เขามองหาผลบนต้นนั้นแต่ก็ไม่เห็น อสย 5:2เขาจึงบอกคนดูแลไร่องุ่นว่า ‘เรามาดูผลมะเดื่อนี้สามปีแล้ว แต่ไม่เห็นเลย โค่นทิ้งซะ! ปลูกไว้ก็เปลืองเนื้อที่’มธ 21:19
แต่คนดูแลสวนตอบว่า ‘นายขอรับ ปล่อยมันไว้อีกปีหนึ่งเถอะ ข้าพเจ้าจะพรวนดินใส่ปุ๋ย ถ้าปีหน้าออกผลก็ดี แต่ถ้าไม่ก็จะโค่นทิ้ง’ ”
พระเยซูรักษาหญิงหลังคดในวันสะบาโต
ในวันสะบาโต พระเยซูสั่งสอนอยู่ในธรรมศาลา ที่นั่นมีหญิงคนหนึ่งถูกผีทำให้พิการมาสิบแปดปี หลังคดและยืดตัวตรงไม่ได้เลย เมื่อพระเยซูเห็นเธอก็เรียกให้ออกมาข้างหน้า และพูดกับหญิงคนนี้ว่า “เราประกาศว่าเจ้าหายพิการแล้ว” จากนั้นพระองค์วางมือบนหญิงคนนี้ ทันใดนั้นเธอก็ยืดตัวตรงและสรรเสริญพระเจ้า
นายธรรมศาลาโกรธที่พระเยซูรักษาโรคในวันสะบาโตจึงพูดกับฝูงชนว่า “มีหกวันให้ทำงาน ก็รักษากันในวันเหล่านั้นสิ ไม่ใช่ในวันสะบาโต”อพย 20:9
องค์พระผู้เป็นเจ้าตอบเขาว่า “พวกหน้าซื่อใจคด! เจ้าแต่ละคนก็ปล่อยวัว ปล่อยลาจากคอก พามันไปกินน้ำในวันสะบาโตไม่ใช่หรือ แล้วหญิงคนนี้ที่เป็นลูกหลานของอับราฮัม ถูกซาตานผูกมัดมาสิบแปดปี ไม่ควรได้เป็นอิสระในวันสะบาโตหรือ”
เมื่อพระองค์พูดเช่นนี้ ศัตรูของพระองค์ก็อับอายขายหน้า แต่ประชาชนยินดีกับสิ่งดีงามทั้งหมดที่พระองค์ทำ
อุปมาเรื่องเมล็ดมัสตาร์ดและเชื้อขนม
(มธ.13:31-33; มก.4:30-32)
แล้วพระเยซูถามว่า “อาณาจักรของพระเจ้าเหมือนกับอะไร จะเปรียบเทียบกับอะไรดี มธ 13:31; มก 4:30ก็เหมือนเมล็ดมัสตาร์ดที่คนเอาไปเพาะในสวน จนเติบโตขึ้นเป็นต้นไม้ ให้นกมาเกาะกิ่งได้”
พระองค์ถามอีกว่า “เราจะเปรียบอาณาจักรของพระเจ้ากับอะไรดี มธ 13:33ก็เป็นเหมือนยีสต์ที่ผู้หญิงเอามาผสมกับแป้งประมาณยี่สิบเจ็ดกิโลกรัมจนแป้งฟูขึ้นทั้งก้อน”
ประตูแคบ
จากนั้นพระเยซูสั่งสอนตามเมืองและหมู่บ้านต่างๆ ระหว่างทางไปเยรูซาเล็ม มธ 9:35; มก 6:6มีคนหนึ่งถามพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะรอดหรือ”
พระองค์ตอบว่า “จงพยายามให้สุดความสามารถที่จะเข้าไปทางประตูแคบ เพราะเราบอกว่า คนมากมายพยายามจะเข้าไป แต่เข้าไม่ได้ มธ 7:13เมื่อเจ้าของบ้านลุกขึ้นและปิดประตู เจ้าจะยืนเคาะประตูอยู่ข้างนอก และอ้อนวอนว่า ‘ท่านช่วยเปิดประตูให้พวกเราด้วย’
แต่เขาจะตอบว่า ‘เราไม่รู้จักเจ้า และไม่รู้ว่าเจ้ามาจากไหน’มธ 7:23; มธ 25:10; ลก 6:46
เจ้าก็จะพูดว่า ‘เราเคยกินดื่มกับท่าน และท่านเคยสอนตามถนนในเมืองของเรา’
แต่เขาจะตอบว่า ‘เราไม่รู้จักเจ้า และไม่รู้ว่าเจ้ามาจากไหน ไปให้พ้น พวกคนทำชั่ว!’สดด 6:8; มธ 25:41; 1 คร 8:3; 2 ทธ 2:19
ที่นั่นจะมีการร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เมื่อเจ้าเห็นอับราฮัม อิสอัค ยาโคบ และผู้เผยพระวจนะทั้งหมดในอาณาจักรของพระเจ้า แต่ตัวเจ้าเองถูกโยนออกไป ผู้คนจากทิศตะวันออกและตะวันตก ทิศเหนือและใต้ จะมาร่วมงานฉลองในอาณาจักรของพระเจ้า ปฐม 28:14; อสย 2:3; อสย 49:6; อสย 60:3; มลค 1:11อันที่จริงบรรดาคนสุดท้ายจะกลายเป็นคนแรก และคนแรกจะเป็นคนสุดท้าย”มธ 19:30; มก 10:31; กจ 10:45; กจ 28:28
พระเยซูสงสารเยรูซาเล็ม
(มธ.23:37-39; ลก.19:41)
ในเวลานั้นฟาริสีบางคนมาบอกพระเยซูว่า “ไปจากที่นี่เถอะ เพราะเฮโรดต้องการจะฆ่าท่าน”
พระองค์พูดว่า “ไปบอกเจ้าหมาจิ้งจอกนั้นว่า ‘เรายังจะขับผีและรักษาโรคต่อไปในวันนี้ พรุ่งนี้ และในวันที่สามเราจะบรรลุเป้าหมายของเรา’ แต่เราต้องทำต่อไปในวันนี้ พรุ่งนี้ และวันถัดไป เพราะแน่นอนว่าจะไม่มีผู้เผยพระวจนะคนไหนตายนอกเยรูซาเล็ม
เยรูซาเล็ม เยรูซาเล็ม เจ้าฆ่าเหล่าผู้เผยพระวจนะ และเอาหินขว้างคนที่ถูกส่งมาหาเจ้า บ่อยครั้งที่เราปรารถนาจะโอบลูกของเจ้าไว้ด้วยกัน เหมือนแม่ไก่ที่กกลูกไว้ใต้ปีก แต่เจ้าไม่ยอม มธ 23:37ดูสิ บ้านของเจ้าถูกทิ้งร้าง เราบอกเจ้าว่า เจ้าจะไม่ได้เห็นเราอีกจนกว่าเจ้าจะพูดว่า ‘ขอพระพรเป็นของพระองค์ผู้มาในนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า’13:35 สดด.118:26”