มธ มัทธิว, บทที่ มัทธิว, บทที่ 9
พระเยซูให้อภัยและรักษาชายที่เป็นอัมพาต
(มก.2:3-12; ลก.5:18-26)
พระเยซูลงเรือข้ามไปยังเมืองของพระองค์ มก 2:1มีคนหามชายที่เป็นอัมพาตนอนบนเสื่อมา เมื่อพระเยซูเห็นความเชื่อของพวกเขาก็พูดกับชายที่เป็นอัมพาตว่า “จงชื่นใจเถิด ลูกเอ๋ย บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว”มก 2:3; ลก 5:18
พวกครูสอนกฎบัญญัติบางคนได้ยินเช่นนั้นก็คิดในใจว่า “คนนี้กำลังดูหมิ่นพระเจ้า!”
พระเยซูรู้ความคิดของพวกเขาจึงพูดว่า “ทำไมท่านคิดชั่วอยู่ในใจ ที่จะพูดว่า ‘บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว’ กับ ‘จงลุกขึ้นเดินไป’ อย่างไหนจะง่ายกว่ากัน มก 2:9; ลก 5:23แต่เพื่อให้พวกท่านรู้ว่า ในโลกนี้ บุตรมนุษย์มีสิทธิอำนาจที่จะยกโทษบาปได้” แล้วพระองค์จึงพูดกับชายที่เป็นอัมพาตว่า “จงลุกขึ้น แบกเสื่อแล้วกลับบ้านไปเถิด” แล้วชายคนนั้นก็ลุกขึ้นกลับบ้าน เมื่อฝูงชนเห็นก็อัศจรรย์ใจและสรรเสริญพระเจ้าผู้ให้สิทธิอำนาจนี้แก่มนุษย์
พระเยซูเรียกมัทธิว
(มก.2:14-17; ลก.5:27-32)
เมื่อพระเยซูออกไปจากที่นั่นก็เห็นชายคนหนึ่งชื่อมัทธิวกำลังนั่งอยู่ที่ด่านเก็บภาษี จึงพูดกับเขาว่า “จงตามเรามา” มัทธิวก็ลุกขึ้นตามพระองค์ไปมก 2:14; ลก 5:27
ขณะพระเยซูกำลังกินอาหารเย็นที่บ้านของมัทธิว มีคนเก็บภาษีและคนบาปหลายคนมาร่วมกินอาหารกับพระองค์และพวกสาวก เมื่อพวกฟาริสีเห็นก็ถามสาวกของพระองค์ว่า “ทำไมอาจารย์ของเจ้าจึงกินอาหารร่วมกับคนเก็บภาษีและคนบาป”
เมื่อพระเยซูได้ยินจึงพูดว่า “คนสุขภาพดีไม่ต้องการหมอ แต่คนป่วยต้องการ จงไปศึกษาให้เข้าใจความหมายของข้อความที่ว่า ‘เราประสงค์ความเมตตา ไม่ใช่เครื่องบูชา’9:13 ฮชย.6:6 เพราะเราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเพื่อเรียกคนบาป”ฮชย 6:6; มธ 12:7; มก 2:17; ลก 5:32
ถามพระเยซูเรื่องการถืออดอาหาร
(มก.2:18-22; ลก.5:33-39)
พวกศิษย์ของยอห์นมาถามพระองค์ว่า “พวกเรากับฟาริสีถืออดอาหารบ่อยครั้ง แต่ทำไมสาวกของท่านไม่ถืออดอาหาร”มก 2:18; ลก 5:33
พระเยซูตอบว่า “จะให้แขกของเจ้าบ่าวทุกข์โศกตอนที่เจ้าบ่าวอยู่ด้วยได้อย่างไร เวลานั้นจะมาถึง เมื่อเจ้าบ่าวจะถูกพรากไป เมื่อนั้นพวกเขาจะอดอาหาร
ไม่มีใครเอาผ้าใหม่ที่ยังไม่หดไปปะเสื้อเก่า เพราะผ้าใหม่จะหดรั้งผ้าเก่าให้ขาดกว้างกว่าเดิม มก 2:21; ลก 5:36และไม่มีใครเทเหล้าองุ่นใหม่ใส่ถุงหนังเก่า ถ้าเขาทำ ถุงหนังก็จะขาด แล้วเหล้าองุ่นจะไหลออกหมด ถุงหนังก็จะเสียหาย แต่พวกเขาจะเทเหล้าองุ่นใหม่ใส่ถุงหนังใหม่ และรักษาไว้ได้ทั้งสองอย่าง”
พระเยซูทำให้เด็กหญิงฟื้นขึ้นจากความตายและรักษาหญิงที่ป่วย
(มก.5:22-43; ลก.8:41-56)
ขณะที่พระองค์กำลังพูดอยู่ นายธรรมศาลาคนหนึ่งมาคุกเข่าและพูดกับพระองค์ว่า “ลูกสาวของข้าพเจ้าเพิ่งเสียชีวิต โปรดมาวางมือบนตัวเธอและเธอจะมีชีวิต” มก 5:22; ลก 8:41พระเยซูลุกขึ้นไปกับเขา พวกสาวกก็ไปด้วย
เวลานั้นมีหญิงคนหนึ่งตกเลือดเรื้อรังมาสิบสองปี เข้ามาทางด้านหลังพระองค์และแตะชายเสื้อคลุม มก 5:25เธอคิดในใจว่า “ถ้าเพียงฉันแตะเสื้อคลุมของพระองค์ ฉันก็จะหายโรค”
พระเยซูหันมาเห็นเธอและพูดว่า “ลูกสาว จงชื่นใจเถิด ความเชื่อของเจ้าได้รักษาเจ้าแล้ว” เธอก็หายโรคตั้งแต่วินาทีนั้น
เมื่อพระเยซูเข้าไปในบ้านของนายธรรมศาลา ก็เห็นผู้คนส่งเสียงดังกับพวกคนที่กำลังเป่าปี่ พระองค์พูดว่า “ออกไปเถิด เด็กหญิงคนนี้ยังไม่ตายแค่หลับอยู่” พวกเขาก็พากันหัวเราะเยาะพระองค์ หลังจากผู้คนออกไปข้างนอกแล้ว พระองค์จึงเข้าไปข้างใน จับมือเด็กหญิง และเธอก็ลุกขึ้น ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วแคว้นนั้น
พระเยซูรักษาคนตาบอดและคนใบ้
ขณะที่พระเยซูออกจากที่นั่น ชายตาบอดสองคนเดินตามพระองค์มาพร้อมร้องขึ้นว่า “บุตรดาวิด ขอเมตตาพวกเราด้วยเถิด”มธ 20:30
พอเข้าไปในบ้าน ชายตาบอดทั้งสองคนก็มาหา แล้วพระเยซูถามเขาว่า “พวกเจ้าเชื่อไหมว่าเราทำสิ่งนี้ได้”
พวกเขาตอบว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเราเชื่อ”
พระองค์แตะที่ตาของพวกเขาและพูดว่า “ให้เป็นไปตามความเชื่อของเจ้าเถิด” พวกเขาก็มองเห็น พระเยซูกำชับเขาอย่างหนักแน่นว่า “อย่าให้ใครรู้เรื่องนี้” แต่พวกเขาออกไปกระจายข่าวเกี่ยวกับพระองค์ทั่วแคว้นนั้น
ขณะที่พวกเขากำลังออกไป มีคนพาชายคนหนึ่งที่ถูกผีสิงและพูดไม่ได้มาหาพระเยซู ลก 11:14และเมื่อขับผีออกแล้ว คนใบ้จึงพูดได้ ผู้คนก็อัศจรรย์ใจพูดกันว่า “ไม่เคยพบเห็นอะไรแบบนี้ในอิสราเอลเลย”
แต่พวกฟาริสีพูดว่า “เขาขับผีออกได้ก็เพราะเจ้าแห่งผี”มธ 12:24; มก 3:22; ลก 11:15
คนงานมีน้อย
พระเยซูไปทั่วเมืองและหมู่บ้านต่างๆ พระองค์สอนในธรรมศาลา ประกาศข่าวประเสริฐเรื่องอาณาจักรของพระเจ้า และรักษาโรคและความเจ็บป่วยทุกชนิด มก 6:6; ลก 13:22เมื่อพระองค์เห็นฝูงชนก็สงสาร เพราะพวกเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่ง เหมือนแกะที่ไม่มีผู้เลี้ยง อสย 53:6; มก 6:34พระองค์จึงพูดกับพวกสาวกว่า “พืชผลที่ต้องเก็บเกี่ยวมีมาก แต่คนงานมีน้อย ลก 10:2; ยน 4:35ดังนั้นจงขอองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการเก็บเกี่ยว ให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์”2 ธส 3:1