กดว กันดารวิถี, บทที่ กันดารวิถี, บทที่ 35
เมืองของพวกเลวี
พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสในที่ราบโมอับริมแม่น้ำจอร์แดน ตรงข้ามเมืองเยรีโคว่า “จงสั่งชาวอิสราเอลให้ยกเมืองบางเมืองและทุ่งหญ้าโดยรอบจากมรดกที่ชาวอิสราเอลครอบครองให้แก่ชนเลวี ยชว 21:2เมืองเหล่านี้จะเป็นที่พักอาศัยของพวกเขา และทุ่งหญ้าซึ่งอยู่รายรอบสำหรับฝูงสัตว์ของเขา
ทุ่งหญ้าของชนเลวีมีระยะห่าง 1,000 คิวบิท35:4 นั่นคือ ประมาณ 450 เมตร จากกำแพงเมืองทั้งสี่ด้าน ฉะนั้นจะมีอาณาเขตด้านทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตกด้านละ 2,000 คิวบิท35:5 นั่นคือ ประมาณ 900 เมตรโดยมีเมืองอยู่ใจกลาง พวกเขาจะได้ใช้พื้นที่นี้เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์สำหรับเมืองนั้นๆยชว 21:12
เมืองลี้ภัย
(ฉธบ.4:41-43; 19:1-14; ยชว.20:1-9)
เจ้าจงยกเมืองหกแห่งให้แก่คนเลวี เพื่อเป็นเมืองลี้ภัยสำหรับผู้ที่ทำให้คนตายโดยไม่เจตนาจะหนีไปลี้ภัย นอกจากนั้นจงยกเมืองต่างๆ ให้อีก 42 เมือง ฉธบ 4:42; ยชว 20:2เจ้าต้องยกเมืองให้ชนเลวีรวมทั้งหมด 48 หัวเมืองและทุ่งหญ้าโดยรอบ ยชว 21:41เมืองที่เจ้ายกให้คนเลวีจากดินแดนที่ชาวอิสราเอลครอบครองจะต้องเป็นไปตามสัดส่วนของมรดกในแต่ละเผ่า คือเผ่าที่มีมากก็ให้มาก แต่เผ่าที่มีน้อยก็ให้น้อย”กท 6:6
แล้วพระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “จงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘เมื่อพวกเจ้าข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าสู่คานาอันแล้ว จงกำหนดเมืองลี้ภัยไว้ เพื่อผู้ที่ทำให้คนตายโดยไม่เจตนาจะหนีเข้าไปพักพิง อพย 21:13; ฉธบ 19:2; ยชว 20:2เมืองเหล่านี้จะเป็นที่หลบหนีจากการแก้แค้นจากญาติของผู้ตาย เพื่อไม่ให้จำเลยตายก่อนที่จะถูกไต่สวนต่อหน้าชุมนุมชน ลนต 25:26; ยชว 20:3; ยชว 20:6เมืองทั้งหกแห่งนี้จะเป็นเมืองลี้ภัย โดยมีสามแห่งตั้งอยู่ในดินแดนคานาอันและอีกสามแห่งอยู่ที่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน ฉธบ 4:41; ยชว 20:8เมืองลี้ภัยทั้งหกแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นที่หลบภัยของชาวอิสราเอลเท่านั้น แต่สำหรับคนต่างชาติและผู้สัญจรอีกด้วย เพื่อว่าใครก็ตามที่ได้ฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนาจะได้หนีไปที่นั่น
แต่ผู้ใดใช้เหล็กฟาดผู้อื่นตาย เขาเป็นฆาตกรและต้องถูกฆ่า อพย 21:12; ลนต 24:17หรือหากผู้ใดใช้ก้อนหินทุบผู้อื่นตาย เขาเป็นฆาตกรและต้องถูกฆ่า หรือหากผู้ใดใช้ไม้ตีผู้อื่นตาย เขาเป็นฆาตกร และต้องถูกฆ่าเช่นกัน ผู้แก้แค้นจะฆ่าฆาตกร คือเมื่อผู้แก้แค้นพบตัวฆาตกร จะต้องฆ่าเขา 2 ซมอ 14:7; อพย 21:23หากผู้ใดจงใจผลักหรือขว้างสิ่งใดใส่ผู้อื่นด้วยความมุ่งร้าย ทำให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ฉธบ 19:11หรือหากผู้ใดเป็นศัตรูกันและคนหนึ่งชกต่อยอีกคนจนตายด้วยความโกรธ เขาเป็นฆาตกร ผู้แก้แค้นจะฆ่าเขาเมื่อพบตัวฉธบ 19:12
แต่หากผู้ใดผลักหรือขว้างปาสิ่งใดใส่ผู้อื่นโดยไม่เจตนา ไม่ได้ทำเพราะเป็นศัตรูกัน ฉธบ 19:4หรือทำก้อนหินตกใส่ผู้อื่นโดยไม่เจตนา ไม่เห็น และไม่ได้เป็นศัตรูกัน เป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ชุมนุมชนจะต้องตัดสินความระหว่างผู้ถูกกล่าวหากับผู้แก้แค้นตามกฎระเบียบเหล่านี้ ชุมนุมชนต้องปกป้องผู้ถูกกล่าวหาจากผู้แก้แค้น และส่งเขากลับไปยังเมืองที่เขาไปลี้ภัยนั้น และเขาต้องอยู่ที่นั่นจวบจนมหาปุโรหิตผู้ได้รับการเจิมด้วยน้ำมันบริสุทธิ์สิ้นชีวิตลงอฟ 2:16; ลนต 8:12; สดด 45:7
แต่หากผู้ถูกกล่าวหาหนีออกจากเมืองลี้ภัย และผู้แก้แค้นพบเขานอกเมืองนั้นและฆ่าเขาไม่ถือเป็นการฆาตกรรม เพราะผู้ถูกกล่าวหาต้องพักอยู่ในเมืองลี้ภัยจวบจนมหาปุโรหิตสิ้นชีวิตเท่านั้น หลังจากนั้นเขาจึงสามารถกลับภูมิลำเนาเดิมของตน
นี่เป็นข้อบังคับตามกฎบัญญัติสำหรับเจ้าทั้งหลายสืบไปทุกชั่วอายุ ไม่ว่าเจ้าจะอาศัยอยู่ที่ไหนอพย 12:17
ฆาตกรทุกคนจะถูกประหารก็ต่อเมื่อมีพยานมากกว่าหนึ่งปาก หากมีพยานกล่าวหาเพียงปากเดียว จำเลยไม่ต้องถูกประหารฉธบ 19:15
อย่ารับค่าไถ่ชีวิตของฆาตกรผู้สมควรตาย พวกเขาจะต้องถูกประหารอย่างแน่นอน
และอย่ารับค่าไถ่จากผู้ที่หนีไปอยู่ในเมืองลี้ภัย เพื่อให้เขากลับภูมิลำเนาก่อนมหาปุโรหิตสิ้นชีวิต
อย่าทำให้แผ่นดินที่เจ้าอยู่แปดเปื้อนมลทิน เพราะการฆาตกรรมทำให้แผ่นดินแปดเปื้อน และไม่อาจชำระมลทินให้แผ่นดินได้ นอกจากใช้เลือดของฆาตกร ปฐม 9:6; 1 พกษ 2:31; มธ 26:52เจ้าอย่าได้สร้างมลทินแก่แผ่นดินที่เจ้าอาศัยอยู่และที่เราสถิตอยู่ เพราะเราผู้เป็นพระยาห์เวห์อยู่ท่ามกลางชาวอิสราเอล’ ”อพย 29:45; 1 พกษ 6:13